ทดสอบรถ Chevrolet Captiva 2.0 VCDi AWD LTZ รถ SUV ที่มากด้วยเทคโนโลยี

ตุลาคม 9, 2009 by · Leave a Comment
Filed under: CAPTIVA 

การกลับมาใหม่ของ Captiva คราวนี้ แม้จะปรับเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย แต่ความคุ้มค่าถือว่ามากเกินตัว และอาจจะมากกว่าเพื่อนๆ ระดับเดียวกันด้วยซ้ำ ภายนอกไม่แตกต่าง แต่เด่นด้วยสี White Pearl

Chevrolet Captiva-2.0 VCDi AWD LTZ

Captiva ยังคงเส้นสายภายนอกที่โค้งมน และโดดเด่นกับโลโก้อันเป็นเอกลักษณ์ของ Chevrolet บนมิติตัวถังที่ยาวถึง 4,635 มิลลิเมตร กว้าง 1,850 มิลลิเมตร และสูง 1,720 มิลลิเมตร ที่แฝงความทันสมัยไว้ในทุกจุด ตั้งแต่ โคมไฟหน้ารมดำแบบฮาโลเจนที่ฉายแสงสว่างด้วยโคมแบบ Projector พร้อมระบบ Light Sensor ที่จะเปิดไฟหน้าอัตโนมัติ เมื่อเซ็นเซอร์ตรวจจับว่าแสงไม่เพียงพอต่อการมองเห็น กระจกบานหน้าได้นำเทคโนโลยีที่เรียกว่า “Rain Sensor” มาช่วยในการขับขี่ยามฝนตก โดยระบบจะทำการปัดน้ำฝนอัตโนมัติ เมื่อตรวจจับความชื้นได้ ด้านท้ายรถบริเวณกันชน ได้ติดตั้งเซ็นเซอร์ถอยหลังตามแนวกันชนไว้ถึง 4 จุด จับระยะห่างของวัตถุตั้งแต่ 150 ซม. ช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น

overview Chevrolet Captiva-2.0 VCDi AWD LTZ

นอกจากนี้ยังออกแบบให้กระจกหลังและบานประตูท้ายแยกส่วนเปิด-ปิดได้ เพิ่มความสะดวกสบายลงไปในรถระดับ Compact SUV อย่าง Chevrolet Captiva ในการหยิบสัมภาระเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเหมาะสำหรับคุณผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ไม่ต้องโหนประตูท้ายเปิด-ปิดเพื่อหยิบของเล็กๆ บริเวณท้ายรถ และที่ลืมพูดถึงไม่ได้เลยก็คือ สีของตัวรถ ที่เด่นกับสีขาวมุกแบบ White Pearl ยกระดับความหรูหราได้อีกระดับ

เพิ่มเติมเทคโนโลยี Navigator กับความหรูหราด้วยภายในสี เบจ

บนรูปลักษณ์ตัวถังแบบ Compact SUV 5 ประตู กับตำแหน่งที่นั่งแบบ 5+2 ที่ถือว่าเพิ่มความคุ้มค่าเหนือกว่า SUV ระดับเดียวกัน กับเบาะแถวที่ 3 ที่พับเก็บได้ง่ายๆ เพื่อรองรับการเดินทางแบบ 7 คน ซึ่งรถประเภท Compact SUV ในตลาดบ้านเราจะมากับห้องโดยสารในแบบ 5 ที่นั่งเสียส่วนใหญ่

ห้องโดยสาร Chevrolet Captiva-2.0 VCDi AWD LTZ

คอนโซลภายในออกแบบแฝงความหรูหราไว้กับวัสดุหนังสีดำ ดีไซน์ผสมกับแถบวัสดุสังเคราะห์สีเงิน เพิ่มความหรูหราด้วยเบาะนั่งสีเบจที่ออกแบบไว้ได้อย่างหรูหราลงตัว ระบบเครื่องเสียงที่ติดตั้ง Built-in เรียบง่าย สามารถดูหนัง ฟังเพลงได้ โดยการผ่าน Multimedia System Mode ผ่านหน้าจอ Multi-Function ขนาด 7 นิ้ว ซึ่งมาแทนที่หน้าจอ DIC (Driver Information Centre) ที่ถูกยกออกไป โดยส่งมิติเสียงภายในรถผ่านลำโพงถึง 8 ตัว ระบบปรับอากาศที่มีระบบ Anti Pollutions Sensors (APS) ที่ช่วยให้อากาศสดชื่น

หน้าจอ multi-function ใน Chevrolet Captiva 2.0 VCDi AWD LTZ

นอกจากนี้ หน้าจอ Multi-Function ที่ยังคงรายงานผลความสิ้นเปลืองของเชื้อเพลิงทั้งขณะขับและความสิ้นเปลืองเฉลี่ย พร้อมระยะทางที่เหลือจากน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ในถังได้เหมือนเดิม กับเมนู Driving Mode และล้ำสมัยไปกับ Navigation System Mode ที่จะช่วยให้การเดินทางของคุณสะดวกยิ่งขึ้น กับการสั่งงานบนหน้าจอด้วยระบบสัมผัส สำหรับเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วอย่างระบบ HDC และ ESP หรือระบบ Cruise Control และระบบ Multi Function Steering บนพวงมาลัยก็ยังคงให้มาเป็นอุปกรณ์พื้นฐานเช่นเดิม

150 แรงม้าจิบไบโอดีเซล กับความเร็วปลายเกิน 170 กม./ชม.

Chevrolet Captiva คันนี้ มากับเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล ไดเร็กอินเจ็กชั่น รหัส “Z20S1” เพาะกล้ามโตด้วยเทอร์โบแบบแปรผัน ให้กำลังสูงสุดถึง 150 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 32.6 กก.-ม.ที่ 2,000 รอบ/นาที บนพื้นฐานเครื่องยนต์ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,991 ซี.ซี. ซึ่งมีผลมาจากความยาวกระบอกสูบ 83 มม. กับช่วงชักที่ 92 มม. พร้อมอัตราส่วนกำลังอัดที่ 17.5 : 1 โดยการสั่งงานของระบบ Engine Control Module (ECM) ก่อนจะถ่ายกำลังทั้งหมดสู่ล้อทั้ง 4 ผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ที่มีอัตราทดไล่ไปตั้งแต่ 4.575, 2 2.979, 3 1.947, 1.318 และสุดที่เกียร์ 5 กับอัตราทดที่ 1.000 พอดิบพอดี

เครื่องยนต์ของ Chevrolet Captiva-2.0 VCDi AWD LTZ

แม้ว่าอัตราทดเกียร์ที่ 1.000 จะมาที่เกียร์ 5 และไม่มี Overdrive ก็ตาม แต่ระบบ Transaxle Control Module (TCM) ที่ควบคุมระบบขับขี่แบบ Active on Demand 4WD (AWD) ด้วยระบบไฟฟ้า สั่งการทำงานให้รถขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อหน้า หรือจะปรับเข้าสู่การขับขี่ในแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ด้วยชุดเฟืองท้ายแบบแม่เหล็กไฟฟ้า (Active Coupling) เพื่อถ่ายทอดแรงบิดสู่ล้อหลังโดยอัตโนมัติ ในอัตราส่วนหน้า/หลัง ตั้งแต่ 50:50, 60:40 และ 70:30 ที่ทำงานร่วมกับระบบ Fuzzy Logic ที่คอยควบคุมปรับเปลี่ยนอัตราทดเกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็วรอบ และสภาพเส้นทางที่วิ่ง ช่วยให้รถ SUV คันนี้มากับความประหยัดระดับ 8.615 กม./ลิตร กับการใช้งานภายในเมือง และวิ่งทางไกลกับความเร็วนิ่งๆ ระดับ 110-120 กม./ชม. ซึ่งยังใช้รอบเครื่องไม่เกิน 2,200 รอบ/นาที ให้อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 13.598 กม./ลิตร ซึ่งถือว่าประหยัดและยังสบายกระเป๋ายิ่งกว่า เพราะ Captiva ใช้น้ำมันไบโอดีเซล B5

พูดถึงความประหยัด ก็กลับมาดูสมรรถนะของเครื่องยนต์ตัวนี้กันบ้าง แม้ว่าจะมีระบบ Tiptronic ติดตั้งมาให้ใช้ แต่พอขับจริงก็ขอแค่เหยียบอย่างเดียวดีกว่า สบายกว่า แถมยังมีอัตราเร่งจากหยุดนิ่งไปสู่ระดับ 100 กม./ชม. สามารถทำได้ในระดับ 13.5 วินาที แม้ว่าจะต้องรอรอบเครื่องกันเล็กน้อย แต่เมื่อเข้าสู่รอบของแรงบิดสูงสุดที่ 2,000 รอบ/นาที รถก็พร้อมจะทะยานออกไป และสามารถทำความเร็วได้มากกว่า 170 กม./ชม. ซึ่งถือว่าเป็นความเร็วที่เกินพอต่อการใช้งาน เพราะยังไงกฎหมายก็ให้เราวิ่งได้ไม่เกิน 120 กม./ชม. อยู่ดี

ความฉลาดของระบบเกียร์ลูกนี้ยังมีอีก เพราะ Captiva มากับระบบ Winter Program ที่เป็นระบบป้องกันการออกตัวลื่น ลดอาการล้อหมุนฟรีด้วยการออกตัวอย่างนุ่มนวลด้วยเกียร์ 3 ซึ่งในต่างประเทศมีไว้ขับหน้าหนาว ถนนลื่นหิมะ แต่ในไทยไม่มีหิมะ ก็คงขอไว้หนีอุปสรรคแบบดินเลนลื่นๆ แถบชนบนแล้วกัน อย่างน้อยขับได้โดยไม่ต้องลงมาเข็นก็ดูเข้าทีเหมือนกัน!

สัมผัสอารมณ์สปอร์ต และการทรงตัวที่ดี ในทุกสภาวะถนน

หากจะเอ่ยถึงการใช้งานของ SUV หลักๆ สำหรับคนไทยคงเน้นกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน กับเส้นทางหลวงเป็นส่วนใหญ่ และวันว่างถึงจะได้นำเอารถคันเก่งออกไปโลดแล่นสัมผัสชีวิตอิสระ ซึ่ง Captiva ได้ตอบโจทย์ตรงจุดได้อย่างดี เพราะระบบรองรับอย่าง แม็คเฟอร์สันสตรัท ที่ทำงานควบคู่กับระบบ Multi-Links 4 จุด ให้ความมั่นใจได้ดี พร้อมจุดศูนย์ถ่วง (CG.) แต่ต่ำกว่า SUV ระดับเดียวกัน ด้วยความสูงใต้ท้องที่ 200 มม. พร้อมล้อวงโตขนาด 18×8 นิ้ว รัดไว้กับยางเรเดียลดอกละเอียดขนาด 235/55 R18 ให้ความรู้สึกกระด้างนิดๆ ดิบๆ แบบสปอร์ต และยังเสริมระบบช่วงล่างปรับระดับอัตโนมัติ “Self Levelizer” ให้ช่วงล่างด้านหลังยกตัวขึ้น เมื่อมีน้ำหนักบรรทุกหรือมีผู้โดยสารนั่งมาหลายคน เพื่อเป็นการรักษาสมดุลของรถด้านหน้าและหลัง ให้การทรงตัวที่ดียิ่งขึ้น นับว่าเป็นจุดเด่นอีกข้อหนึ่งที่มีใน Captiva แต่สำหรับคนชอบลุย รับรองว่าไม่ผิดหวัง เพราะระบบขับเคลื่อนที่ทำงานควบคู่กับระบบช่วงล่างนี้ สามารถพาคุณไปสัมผัสกับธรรมชาติระดับหนึ่ง แม้จะลุยหนักมากไม่ได้ก็ตาม

ด้าหน้าและด้านหลัง Chevrolet Captiva 2.0 VCDi AWD LTZ

ระบบห้ามล้อที่ใช้นั้น เป็นแบบดิสก์เบรกในด้านหน้าขนาดประมาณ 295 มม. และล้อหลังที่เป็นแบบดรัมในจานเบรก ขนาดเท่ากันกับล้อหน้า ที่บีบจับจานดิสก์ปรกติ แต่แยกเบรกมือมาจับในส่วนของดรัมเบรกในล้อหลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการห้ามล้อนั่นเอง โดยยังเพิ่มความปลอดภัยไว้กับระบบเบรก ABS, ระบบกระจายแรงเบรก EBD พร้อมกระจากแรงเบรกอัตโนมัติ (HBA-Hydrolic Brake Assist) ไว้เป็นระบบมาตรฐานใน Captiva อีกด้วย

ระบบเทคโนโลยีของ Captiva ถือว่าเป็นเรื่องเด่น โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ SUV ระดับเดียวกัน อาจจะต้องจ่ายเพิ่มอีกเล็กน้อย แต่ความล้ำสมัยที่เพิ่มเติมมานั้น นับว่าเพิ่มสมรรถนะให้กับรถได้อย่างไม่ธรรมดาเลยทีเดียว อย่างระบบ HDC (Hill Descent Control) ที่จะช่วยควบคุมความเร็วอัตโนมัติขณะลงทางลาดชัน โดยผู้ขับมีหน้าที่ควบคุมพวงมาลัยเพียงอย่างเดียว รถจะทำการชะลอความเร็วโดยอัตโนมัติ ด้วยความเร็วไม่เกิน 7 กม./ชม. หรือระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS และระบบ ESP ควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว รวมถึงระบบควบคุมการโคลง (ARP) ป้องกันรถพลิกคว่ำ เมื่อมีการหักเลี้ยวกะทันหัน ซึ่งทั้งหมดนี้ ยกระดับการขับขี่ Compact SUV อย่าง Chevrolet Captiva ให้ทัดเทียมกับ SUV รุ่นใหญ่บางค่ายได้อย่างสบายๆ

ถือเป็น Compact SUV ที่มีสมรรถนะเกินตัว คุ้มค่ากับค่าตัวระดับ 1,673,000 บาท…เหลือเพียงแค่คุณจะเป็นคนตัดสินว่า ชื่นชอบเทคโนโลยีที่เพิ่มเข้ามาในตัวรถหรือไม่ หากเป็นคนทันสมัยชื่นชอบเทคโนโลยีแล้วละก็ คำตอบนี้น่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับคุณ

ขอบคุณที่มาของเนื้อหา กรังปรีซ์กรุ๊ป