Chevrolet Captiva รุ่น 2.0 LSX VCDi

ตุลาคม 20, 2014 by · Leave a Comment
Filed under: CAPTIVA 

Chevrolet Captiva ใช้เครื่องยนต์คอมมอนเรลดีเซล 4 สูบ ขนาด 2 ลิตร กำลังสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 360 นิวตัน-เมตร ที่ 1,750-2,750 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมปุ่ม +/- ที่คันเกียร์ ใช้ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ Chevrolet Captiva ดีไซน์อาจดูเรียบๆไปหน่อย แต่ก็ติดหรู ถึงโมเดลนี้จะออกมาหลายปีแล้ว แต่การเปลี่ยนไฟหน้าใหม่ ก็ทำให้ดูสดขึ้นพอสมควร คอนโซลแนวเรียบหรู การใช้งานปุ่มต่างๆทั้งเครื่องเสียงและระบบปรับอากาศ อาจต้องใช้ความเคยชินพอควร จอ MID แสดงฟังก์ชั่นได้หลากหลาย ทั้งระบบแอร์ และข้อมูลการขับขี่ เบรคมือใช้แบบปุ่มกดไฟฟ้าทันสมัย ขณะที่เบาะนั่งกลับเป็นแบบปรับมือ จุดนี้ไม่ค่อยสมราคารถเท่าไหร่ แต่ก็ปรับได้หลากหลาย Chevrolet Captiva เครื่องยนต์ให้กำลังตั้งแต่รอบต่ำๆ ไม่ต้องเค้นกันให้เมื่อยเท้า คันเร่งตอบสนองช้าไปนิด แต่เมื่อกำลังมา ก็ส่งให้รถพุ่งทะยานไปได้สบายๆ ช่วงล่างดูดซับแรงสะเทือนได้ดีมาก นิ่มนวล ไม่มีอาการตึงตัง หากใช้ความเร็วสูงก็ให้การเกาะถนนดี แม้ช่วงล่างอาจยวบยาบไปนิด แต่ก็ยังให้ความมั่นใจ และความเงียบทั้งจากเครื่องยนต์และช่วงล่าง ก็ถือเป็นจุดเด่น Chevrolet Captiva 2.0 LSX VCDi = 1,410,000 บาท

Thailand Motor Expo 2012

พฤศจิกายน 29, 2012 by · Leave a Comment
Filed under: AVEO, CAPTIVA, COLORADO, Cruze, Trailblazer, ZAFIRA 

งาน Thailand Motor Expo 2012 จัดระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2555 ณ อิมแพคชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1 – 3 เมืองทองธานี โดยในงานนี้มีรถยนต์รุ่นใหม่(ใสกิ๊ก)จำนวนหลายรุ่นหลายยี่ห้อพร้อมใจกันมาเปิดตัวในงานนี้โดยเฉพาะ และมีรถยนต์บางยี่ห้อมาเปิดตัวแบบ”บิ๊กเซอร์ไพรส์”

Chevrolet : Chevrolet Zafira Fullmodelchange 2013 (CBU) ยักษ์ใหญ่เมืองลุงแซมอีกค่ายที่อยู่เหนือความคาดหมายคือ การเปิดตัว Chevrolet Zafira Fullmodelchange 2013 ยอดรถ MPV ที่โด่งดังในอดีตที่ทาง GM ต้องการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ด้วยการนำเข้าทั้งคัน (CBU) จากประเทศอินโดนีเซีย โดยรุ่นใหม่นี้มีความทันสมัยมากมายกว่ารุ่นในอดีตหลายเท่า อีกทั้งหน้าตาดูล้ำยุคกว่ารุ่นก่อนหน้านี้อีกต่างหาก ใครสนใจรุ่นนี้ก็รอชมตัวจริงกันได้ และถ้ากระแสตอบรับดีเกินคาด ทาง GM อาจเปิดตัวในแบบ CKD ในอนาคตอันใกล้ก็เป็นได้…ใครจะรู้!!!

ศัพท์ใหม่
CBU= การนำเข้ามาทั้งคันแบบ CBU (Complete Build-Up)
CKD=การประกอบในประเทศแบบ CKD (Complete Knock Down)
SKD= นำเข้าชิ้นส่วนทั้งคันมาประกอบในประเทศแบบ SKD (Supercomplete Knock Down)

โปรโมชั่นพิเศษ เชฟโรเลตวิริยะ

มอบโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับรถเชฟโรเลต ทุกรุ่น ดาวน์ต่ำเริ่มต้นที่ 9 เปอร์เซ็นต์ ผ่อนนานสูงสุด 84 เดือนพร้อมประกันภัยชั้นหนึ่งฟรีหนึ่งปี

แคมเปญเชฟวี่ พลัส (Chevy Plus) ที่มอบสิทธิประโยชน์ให้แก่ลูกค้าเชฟโรเลต ตั้งแต่เครื่องดื่มกาแฟฟรีไปจนถึงส่วนลดค่าน้ำมันและสิทธิพิเศษรองรับการใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์ต่างๆ

การรับประกันค่าบำรุงรักษาเชฟโรเลต โคโลราโด (Chevrolet Colorado Maintenance Cost Guarantee) ซึ่งเจ้าของรถโคโลราโด จะได้รับการรับประกันค่าบำรุงรักษาโคโลราโดรุ่นใหม่ไม่เกิน 19,900 บาท ตลอดระยะเวลาสามปีแรกหรือ 100,000 กิโลเมตร อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน

พบกับยนตรกรรมและกิจกรรมอื่นๆของเชฟโรเลต ได้ที่บูธ A06 ในงานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2012 ครั้งที่ 29 ที่อิมแพค ชาลเลนเจอร์ เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายนถึง 10 ธันวาคม 2555 นี้

แคปติวา เบนซิน 2.4

กันยายน 8, 2011 by · Leave a Comment
Filed under: CAPTIVA 

ชอบหาอะไรใหม่ๆ ที่ชาวบ้านเขาไม่ค่อย(เริ่ม)ทำกัน หรือสรรหาช่องว่างทางการตลาดให้กับโปรดักต์ของตัวเองเสมอและแม้ความแปลกใหม่อันน่าตื่นตาตื่นใจ พร้อมความคุ้มค่าต่อราคาที่ผู้บริโภคชาวไทยมีโอกาสได้รับ จะสวนทางกับยอดขายพอสมควร เห็นได้จากส่วนแบ่งการตลาดรวมน้อยนิด ระดับ 2-3% ตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ “จีเอ็ม”ดำเนินธุรกิจในไทย

ถึงวันนี้“จีเอ็ม”ที่มีแบรนด์“เชฟโรเลต”เป็นหัวหอกลุยตลาดยังกัดฟันสู้ไม่ถอย ซึ่งจากนี้ไปจะมีรถยนต์รุ่นใหม่ๆที่มาพร้อมรูปลักษณ์สวยงามและเทคโนโลยีทันสมัย ออกมาตอบสนองความต้องการลูกค้าชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

หลังจากการเปิดตัว “ครูซ” เก๋งคอมแพกต์รุ่นใหม่เมื่อปลายปีที่แล้ว ล่าสุดเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เชฟโรเลตเสริมทัพด้วยรถธง “แคปติวา ใหม่” หรือโฉมไมเนอร์เชนจ์ ซึ่งในช่วงแรกจะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร จากนั้นช่วงปลายปี ถึงจะมีเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตรตามมา (ย้ำว่า 2.0 ลิตร ไม่ใช่ 2.2 ลิตรอย่างที่หลายคนเข้าใจ)

ในรุ่นนี้อาจจะเรียกเป็น “บิ๊กไมเนอร์เชนจ์” ของ “แคปติวา” ก็คงไม่ผิด เพราะนอกจากหน้าตาที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ในส่วนของออปชัน และระบบขับเคลื่อนก็ปรับไปพอสมควร

โดยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร แม้จะเป็นบล็อกเดิม แต่ปรับประสิทธิภาพและประสิทธิผลใหม่ พร้อมรองรับแก๊สโซฮอล์ อี85 (ใช้เบนซินล้วนๆ หรือเติมแก๊สโซฮอล์ อี10 อี20 อี 85 ได้หมด) ทั้งปั๊มแรงดันน้ำมัน หัวฉีด รวมถึงกล่องประมาวลผลอีซียู ถูกปรับจูนใหม่ สุดท้ายแล้วให้กำลังสูงสุด 168 แรงม้า (เดิม 142 แรงม้า)ที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 229 นิวตัน-เมตร ที่ 4,600 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด (เดิม 5 สปีด)

ช่วงล่างหน้าเป็นอิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลงขนาดใหญ่ขึ้น หลังมัลติลิงค์ 4 จุดยึด ซึ่งรวมๆถูกปรับให้มีเสถียรภาพ และหวังลดแรงสั่นสะเทือนให้น้อยลง ขณะที่รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า LSX และ LS จะใช้ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ประกบยาง 235/60R17 ส่วนรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ LT เป็น ล้ออัลลอยขนาด 18 ประกบยาง 235/55 R18 และตัวท็อป LTZ ใช้ล้ออัลลอยวงโต19 นิ้ว พร้อมยาง 235/50 R19

ภายในเน้นความหรูหรา แต่ไม่หวือหวาไปกว่าเดิม ที่น่าสนใจคืออุปกรณ์มาตรฐานที่เพิ่มมาให้ทุกรุ่นคือ เบรกมือไฟฟ้าและเครื่องเสียงเล่นวิทยุ ซีดี เอ็มพี3 พร้อมระบบเสียง 3 มิติ ช่องต่ออุปกรณ์ภายนอก AUX ในรุ่น LSX LS LT ส่วนรุ่น LTZ จะเพิ่มช่องต่อ USB พร้อมขับเสียงด้วยลำโพง 8 ตัว ขณะเดียวกันพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันในรุ่น LTZ จะจัดเต็มทั้งปุ่มควบคุมเครื่องเสียง ครูสคอนโทรล ปุ่มปรับแรงลมของเครื่องปรับอากาศ

ออปชันความปลอดภัยจัดเป็นมาตรฐานทั้ง ระบบช่วงล่างยกตัวอัตโนมัติ (Self-Levelizer) ดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบเสริมแรงเบรกไฮโดรลิก (HBA) ระบบกระจายแรงเบรกอัตโนมัติ (EBD) และถุงลมนิรภัยคู่หน้า ส่วนรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ LT และ LTZ จะเพิ่มม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Traction Control) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ESP) ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ (ARP) ระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางลาดชัน (Hill Start Assist) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control)

สำหรับการทดสอบ “แคปติวา ใหม่” ผู้เขียนได้ลองรุ่นท๊อป LTZ ราคา 1,580,000 บาท โดยเริ่มขับจากใจกลางเมือง แยกราชประสงค์ มุ่งทางด่วน-มอเตอร์เวย์ ตัดเข้าจังหวัดฉะเชิงเทรา เลี้ยวไปกบินทร์บุรี วังน้ำเขียว และไปสุดท้ายปลายทางที่โรงแรมแถวๆทางขึ้นเขาใหญ่ ระยะทางเกือบ 400 กิโลเมตร

สำหรับทริปนี้ นั่งกันไปเต็มคัน 4 คน(รวมผู้เขียน) ประการแรกพบว่า ทุกตำแหน่งนั่งสบาย ภายในโปร่งกว้าง เว้นเสียแต่จะมีผู้โดยสารเพิ่มและนั่งเบาะแถวสาม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อึดอัดแน่นอน และน่าจะเหมาะสำหรับเด็กน้อย กรณีเดินทางเป็นครอบครัวใหญ่ อย่างไรก็ตามถ้าไม่มีความจำเป็นใช้เบาะแถวที่ 3 ก็สามารถพับราบได้เรียบไปกับพื้นห้องโดยสาร และถือเป็นความอเนกประสงค์ที่ออกแบบให้ลงตัวกับการใช้งานได้อย่างยอดเยี่ยม

การเข้าออกภายในห้องโดยสารสะดวกสบาย ด้วยระยะต่ำสุดจากพื้นเพียง 200 มม. พร้อมบานประตูองศาเปิดกว้าง ขณะที่ตำแหน่งคนขับมองสภาวการณ์ภายนอกชัดเจน ตลอดจนปุ่มควบคุมต่างๆ รวมถึงหน้าจอทัชสกรีน 7 นิ้ว พร้อมระบบเนวิเกเตอร์ ใช้งานถนัดมือ

ด้านเบรกมือไฟฟ้าติดตั้งอยู่ใกล้ๆคันเกียร์สั่งงานง่ายเพียงใช้นิ้วงัด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความคุ้มค่าของแคปติวา เพราะอย่าลืมว่าในรุ่นเริ่มต้น ขับเคลื่อน 2 ล้อ LS ราคา 1.198 ล้านบาท เชฟโรเลตก็มีมาให้เหมือนกัน

ส่วนระบบเสียง3 มิติ ต้องยอมรับว่าของเขาดีจริง ด้วยลำโพง 8 ตัว ที่จัดทิศทางเสียงให้ละเอียดคมชัดเหมือนนั่งอยู่ในสตูดิโอ หรือโอเปราเฮ้าส์ เพราะสามารถแยกเสียงเครื่องดนตรีเป็นชิ้นๆ หรือประมวลว่าเสียงมาจากทิศทางใกล้ไกล-ซ้ายขวา ซึ่งคุณภาพเสียงจะแจ่มสุดๆกรณีฟังเพลงจากแผ่นซีดี

ผู้เขียนขับไปฟังเพลงไปเพลินๆ แต่บางช่วงก็ลองปิดเครื่องเสียง หวังจับความเงียบภายในห้องโดยสาร ปรากฏว่า “แคปติวา ใหม่” ยังเก็บเสียงรบกวนต่างๆได้ดี ขณะที่การขับความเร็ว 100-120 กม./ชม.ยังไร้เสียงลมหวีดปะทะ รวมถึงเสียงยางHankook ขนาด235/50 R19 ไม่บดถนนดังน่ารำคาญ

ด้านช่วงล่างออกแนวนุ่มนวล ซับแรงสะทือนจากถนนขรุขระได้ดี ผู้โดยสารด้านหลังที่นั่งไปด้วยชมว่า นั่งนิ่มสบายตัว แต่กระนั้นถ้าขับทางตรงความเร็วเกิน 120 กม./ชม.ขึ้นไป จะรับรู้ถึงอาการโยนเด้งอยู่นิดหน่อย

แม้การขับทางตรงใช้ความเร็วสูง รถจะโยนตัวตามลอกคลื่นของถนนอยู่พอสมควร แต่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วระดับเดียวกัน “แคปติวา ใหม่” กลับไม่ได้โยกคลอนจนน่าเกลียด พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ ยังช่วยให้รถทรงตัวนิ่งมั่นใจ ขณะที่การควบคุมผ่านพวงมาลัยน้ำหนักพอดีมือ แต่อาจมีระยะฟรีอยู่นิดๆตามสไตล์รถเอสยูวีครอบครัว ซึ่งไม่ถือเป็นจุดด้อยในความคิดของผู้เขียน

ขุมพลังเบนซิน 2.4 ลิตร 168 แรงม้า อัตราเร่งตอบสนองดีขึ้นกว่าโมเดลเดิมนิดหน่อย แต่อย่างไรแล้วก็ไม่ถึงกับเร็วทันใจนัก ยิ่งช่วงต้องการพลังหรือเร่งแซงกะทันหันจะมีจังหวะรออยู่นิดๆ ซึ่งเข้าใจว่านี่เป็นรถครอบครัวอเนกประสงค์ บุคลิกต่างๆก็อยู่ในระดับที่ควรจะเป็นคือ ขับสบาย นั่งเพลิน ไม่ต้องสปอร์ตจี๊ดจ๊าดไปไหน

อย่างไรก็ตามส่วนที่ต้องชม และเซ็ทมาได้อย่าลงตัวคงเป็นเรื่อง การส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบ่งถ่ายกำลังสู่ล้อคู่หน้า-หลังได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนระบบควบคุมการทรงตัว ESP ช่วยให้เอสยูวีคันโต ลุยผ่านทุกสภาพถนนได้อย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพสูงสุด

ในส่วนของอัตราบริโภคน้ำมันในทริปนี้ อาจจะขับโหด ผ่านขึ้นเขา – ลงเขา บางช่วงมีจอดนิ่งติดเครื่องเป็นระยะ สุดท้ายจอแสดงผลแจ้งไว้ 12.5 ลิตร/100 กม. หรือ 8 กม./ลิตร

รวบรัดตัดความ… “แคปติวา ใหม่” นั่งนิ่ม ขับสบาย พร้อมออปชันความสะดวก-ปลอดภัยครบครัน ซึ่งถือเป็นรถครอบครัวคันหรูที่ใช้ในชีวิตประจำวันก็ดี ขับขี่ไปต่างจังหวัดสุดสัปดาห์ก็ได้ แต่คงต้องทำใจกับอัตราบริโภคน้ำมันระดับเลขตัวเดียวในรุ่นเครื่องยนต์เบนซินขับเคลื่อน 4 ล้อ…ส่วนใครรักชอบเครื่องยนต์ดีเซล ปลายปีนี้เจอกัน!

เชฟโรเลต แคปติวา ใหม่

มิถุนายน 23, 2011 by · Leave a Comment
Filed under: CAPTIVA 


เปิดตัว “แคปติวา ใหม่” ซึ่งถือเป็นบิ๊กไมเนอร์เชนจ์ของเอสยูวีรุ่นดัง มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด รองรับน้ำมันแก็สโซฮอล์ อี85 แคปติวา ใหม่ ปรับแต่งให้ดูสมบุกสมบันมากขึ้น รองรับกับล้ออัลลอยขนาดใหญ่ถึง 19 นิ้วในรุ่น LTZ พร้อมยาง 235/50 R19 ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วในรุ่น LT พร้อมยาง 235/55 R18 และขนาด 17 นิ้วในรุ่น LSX และ LS พร้อมยาง 235/60R17 ส่วนภายในห้องโดยสารของแคปติวา ใหม่ ผสมผสานความอเนกประสงค์ และความสะดวกสบาย พร้อมกับใช้วัสดุสีโทนสว่างอย่างเมทัลลิก เบาะที่นั่งหุ้มหนัง ด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ขณะที่แผงคอนโซลหน้าออกแบบเน้นความทันสมัย หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้วพร้อมระบบนำทางเนวิเกเตอร์ ดูหนังฟังเพลง ตลอดจนบอกข้อมูลการขับขี่ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น LTZ ด้านล่างของจอได้รับติดตั้งสวิทช์ต่างๆ และนาฬิกาบอกเวลาทรงกลม ด้านพวงมาลัย 4 ก้านแบบมัลติฟังก์ชั่นซึ่งผู้ขับขี่สามารถควบคุมระบบรักษาความเร็วอัตโนมัติ ระบบเครื่องเสียง และระบบปรับอากาศ ด้านเครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 2.4 ลิตร DOHC พร้อมระบบ Double CVC หรือแคมชาฟท์แปรผันคู่ต่อเนื่อง ที่สามารถปรับเปลี่ยนท่อไอดีและไอเสียได้ตามรอบเครื่องยนต์ ให้กำลังสูงสุด 168 แรงม้า (PS) ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 229 นิวตัน-เมตรที่ 4,600 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Driver Shift Control (DSC) ให้ผู้ขับเปลี่ยนเกียร์ได้เองแบบเกียร์ธรรมดา ราคา 1.198-1.580 ล้านบาท ลองดูที่เว็บไซต์ http://www.chevroletviriyah.com

เชฟโรเลต แคปติวา อุปกรณ์ตกแต่ง

พฤษภาคม 25, 2011 by · Leave a Comment
Filed under: CAPTIVA 

มินิรีวิว Chevrolet Captiva 2.0 LT VCdi

ตุลาคม 19, 2010 by · Leave a Comment
Filed under: CAPTIVA 

เพิ่งได้รถมาไม่กี่วันครับ ยังไม่ค่อยเห็นมีเพื่อนร่วมถนนซักเท่าไหร่เลย เห็นบางท่านในนี้สนใจอยู่เหมือนกัน เลยจะลองรีวิวการใช้งานเล็กๆในมุมมองของผมเผื่อจะเป็นข้อมูลให้ตัดสินใจได้บ้างครับ

เริ่มจากตัวรถภายนอกโดยรวมก่อนนะครับ ก็ดูเป็นรถเจ้าสำอางค์อยู่ซักหน่อยเมื่อเทียบกับ เอสเคปคันเก่าของผม ในใจแอบชอบชายล่างดำๆของตัว LS มากกว่าเพราะดูแลง่ายและทำให้รถดูเพรียวกว่าที่เป็น แต่เป็นสีเดียวตลอดคันแบบนี้ก็สวยไปอีกแบบครับแล้วแต่คนชอบ

เส้นสายต่างๆของตัวรถก็สวยดีครับ ดูไม่ค่อยขัดตาตั้งแต่แรกเห็น ช่องระบายความร้อนข้างรถทำให้ดูมีลูกเล่นดี มือจับประตูและฝาท้ายโครเมื่ยมสวยดีแต่ต้องคอยเช็ดรอยมือ อยากให้เป็นแบบผิวโลหะพ่นทรายหรือรมดำมากกว่า

ด้านท้ายเป็นฝาหลังเปิดได้ทั้งกระจกและประตูท้าย สำหรับบานกระจกจะเปิดต้องกดปุ่มที่แผงข้างประตูคนขับ หรือใช้รีโมทเพื่อปลดล็อก แต่ตัวบานจะไม่เด้งเปิดออกมา ดูไม่ค่อยจะอำนวยความสะดวกเท่าไหร่เวลาถือของมาเต็มมือ

กันชนหลังมีแผ่นโลหะกันรอยเวลาขนสัมภาระมาให้ด้วย มีแผงทับทิมสะท้อนแสงสองมุมท้ายและท่อคู่ ทำให้รถดู ดุดันขึ้นโดยไม่ต้องไปแต่งเพื่ม

ด้านท้ายเป็นฝาหลังเปิดได้ทั้งกระจกและประตูท้าย สำหรับบานกระจกจะเปิดต้องกดปุ่มที่แผงข้างประตูคนขับ หรือใช้รีโมทเพื่อปลดล็อก แต่ตัวบานจะไม่เด้งเปิดออกมา ดูไม่ค่อยจะอำนวยความสะดวกเท่าไหร่เวลาถือของมาเต็มมือ

กันชนหลังมีแผ่นโลหะกันรอยเวลาขนสัมภาระมาให้ด้วย มีแผงทับทิมสะท้อนแสงสองมุมท้ายและท่อคู่ ทำให้รถดู ดุดันขึ้นโดยไม่ต้องไปแต่งเพื่ม

มาดูด้านในกันบ้่าง ตัวแดชบอร์ดเป็นสีเทาดำ มีแนวคาดลายโลหะสีเทาเข้มไปจนถึงแผงประตูครับ  ส่วนกรอบแอร์ช่องกลางจะเป็นแผงสีเงินลากยาวลงมาทั้งสองข้าง ตรงนี้เวลาขับโดนแดดแผงสีเงินตรงมุมบน มันสะท้อนกระจกอยู่เหมือนกัน ถ้าเป็นสีเทาเข้มน่าจะดีกว่านี้

พวงมาลัยสี่ก้านขนาดโตไปนิดเชยไปหน่อยแต่ก็พอรับได้ครับ ปุ่มกดฝั่งขวาจะเป็น cruise controll ด้านซ้ายจะเป็นคุมวิทยุ มีข้อตินิดตรงการ seek เพิ่อเปลี่ยนเพลงหรือสถานีวิทยุ ทำได้แค่ seek ไปข้างหน้า ถ้าจะถอยหลังต้องไปกดที่ตัววิทยุเอง นอกนั้นก็ใช้ได้สะดวกดีทั้งการปรับเสียง และการใช้่งานอื่นๆ

คอนโซลกลางไล่ตั้งแต่ด้านบนเป็นช่องสำหรับลำโพงเซนเตอร์(ไม่ได้ใส่มาให้) ที่เก็บของแบบมีฝาปิด จอแสดงข้อมูลการขับขี่ และที่เก็บของ ถัดลงมาเป็นนาฬิกาดิจิตอล ปุ่มไฟฉุกเฉิน ปุ่มเปิดปิดระบบควบคุมการทรงตัวและลงทางชัน ต่ำลงไปเป็นวิทยุ CD MP3
และล่างสุดเป็นปุ่มควบคุมแอร์แบบดิจิตัล

ความพอใจรวมๆของจุดนี้นะครับ เครื่องเสียงแปดลำโพงให้เสียงดีพอควรเลยสำหรับคนที่ไม่ซ๊เรียสมากเรื่องเครื่องเสียง คงไม่ต้องไปทำอะไรเพิ่ม

แต่ถ้าจะเปลี่ยนเป็นจอ DVD ตำแหน่งของการติดตั้งจะอยู่ต่ำไปนิดครับและไม่รู้ว่าจะต่อกับระบบควบคุมที่พวงมาลัยได้หรือเปล่า
ถ้าเป็นรุ่น LS ที่ไม่มีจอแสดงผลข้างบนและไม่มีคุมที่พวงมาลัยเอามาติดตรงช่องบนสุดน่าจะเป็นตำแหน่งที่เหมาะที่สุด
แต่ LT น่าจะหมดสิทธิ์ครับ

ใจจริงผมอยากให้วางเลย์เอาท์ของแผงควบคุมตรงกลางแบบนี้(เอา photoshop ตัดเอา) น่าจะสะดวกและใช้งานได้ง่ายกว่าเดิมครับ

เบาะรถเป็นหนังสีดำปรับไฟฟ้าเฉพาะด้านคนขับครับ ตัวเบาะค่อนข้างแน่นพอควรบางคนอาจจะบ่นว่าแข็งแต่ที่บ้านผมชอบเบาะแน่นๆกันนั่งนานๆไม่ปวดหลังดี
ซับพอร์ตด้านข้างแบนไปหน่อยแต่ทำให้ขึ้นลงสะดวกดีครับ

ตัวเบาะแถวสองพับได้แบบ 60 40 พนักพิง
ปรับเอนได้เล็กน้อยเวลาจะพับเพื่อให้ผู้โดยสารตอนหลังเข้าทำได้ไม่ยากมีโช๊คอัพช่วยดันเบาะให้พับไปข้างหน้าได้
แต่เวลาจะพับกลับต้องออกแรงกันพอควรครับ

พื้นรถราบเรียบดี leg room และ head room เหลือเฟือ

เบาะแถวสามนั่งพอได้ครับออกจะแคบไปนิด คงเหมาะกับเป็นตัวเสริมเวลาต้องการนั่งไปเยอะๆในระยะทางไม่ไกลนัก จะให้นั่งสบายเหมือน MPV แท้ๆคงเอามาเทียบไม่ได้ ความจริงถ้ามีตัว 5 ที่นั่งขายก็คงจะเลือกมากกว่าแบบ 7 ครับเพราะไม่เคยขนคนไปไหนมาไหนเยอะๆบ่อยซักเท่าไหร่ แถมถ้าไม่มีเบาะหลังรถจะเบากว่า และได้ที่เก็บของใต้พื้นมาอีกช่องโตเลย (ในรูปเป็นโมเดล 5 ที่นั่งของประเทศอื่นครับ

เอาเป็นว่่าสำหรับภายในรถก็ให้ความสะดวกสบายได้ดีครับเอาที่ผมชอบก่อนนะครับ

ที่เก็บของเยอะดีครับตรงแผงประตูมีครบทั้งสี่ประตูเลย ด้านหน้าสามารถวางขวดน้ำได้
ที่เก็บของตรงกลางเก็บของจุกจิกมีฝาปิดดูเรียบร้อยดีส่วนตรงหน้าคนนั่งหน้าก็ใหญ่ดีครับ
มีช่องแอร์เป่าสำหรับทำความเย็นได้ด้วย
ที่เก็บของตรงเท้าแขนกลางพอยัดกระเป๋าใส่ซีดีได้สบายๆครับแถมเลื่อนที่วางแขนมาข้างหน้าได้นิดหน่อย
ทำให้เท้าแขนได้สบายขึ้นครับ

ส่วนแถวกลางมีที่วางแก้วแบบพับได้ตรงกลาง ที่พักแขนแบบพับได้มีที่เก็บของด้านในอีก

แเถวหลังมีที่เก็บของแบนๆตรงซุ้มล้อหลังขวา และช่องเก็บของใต้พื้นตรงที่เก็บแม่แรงมีที่ว่างพอจะยัดรองเท้า่ผ้าใบได้คู่นึง รวมที่ช่องเก็บของเล็กๆตรงมุมหลังขวาอีกจุด เรียกว่าเอาไว้ซ่อนของได้กันจนหาไม่เจอเลยครับ

การตกแต่งภายในโทนสีดำเทาและโลหะสวยดีครับ ชักเบื่อๆสีเบจลายไม้ที่มีในทุกยี่ห้อแล้ว
ดูสปอร์ตดีครับ แต่สีดำอาจจะฝุ่นจับง่ายหน่อยต้องดูแลกันดีๆครับ

จุดที่ไม่ค่อยชอบสำหรับภายในนะครับ

อย่างแรกก็คงเป็นวัสดุที่บุเพดานกับหุ้มแผงบังแดดหน้าจะเป็นผ้าสีอ่อนๆครับ ตรงเพดานไม่ค่อยเท่าไหร่เพราะเราคงไม่ได้ไปจับมันบ่อยๆ แต่ตรงที่บังแดดน่าจะหุ้มไวนิลมากกว่านะครับเพราะเป็นผ้าจับไปนานๆดำแน่ๆ

แผงตกแต่งช่องแอร์กลางสีเงิน เวลาขับรถตอนเที่ยงๆมันสะท้อนไปที่กระจกหน้าพอควรครับถ้าสีเข้มกว่านี้หน่อยน่าจะดี

นอกนั้นโดยรวมก็พอใจครับ

คราวนี้มาเปิดกระโปรงดูกันครับ ตัวเครื่องเก็บงานได้เรียบร้อยดีครับ มีฝาครอบเครื่องเป็นพลาสติกปิดซะมิดเลยแทบจะล้วงมือลงไปทำอะไรไม่ได้เลยครับ นอกจากเติมของเหลวต่างๆ เช็คน้ำมันเครื่อง ระดับของเหลวต่างๆเท่าที่เค้ามีให้

ลองสตาร์ตเครื่องแล้วไปขับกันดีกว่าครับ เสียงเครื่องดีเซลเมื่อยืนฟังจากนอกรถก็ดังกว่าเบนซินพอควรครับ แต่ไม่ได้ดังไปกว่ารถกระบะรุ่นใหม่ๆทั้วๆไป หรือถ้าเทียบกับ C5 Hdi ที่บ้านก็ดังกว่าแค่เพียงเล็กน้อยเท่้านั้น

ลองเข้าไปนั่งในรถเก็บเสียงได้ดีพอควรเลยครับเสียงเครื่องเล็ดลอดเข้ามาได้บ้างในช่วงเครื่องเย็นและช่วงเร่ง
เพื่อเปลี่ยนเกียร์ การออกตัวทำได้นิ่มนวลดีคันเร่งไม่หนักไม่เบามาก ลองวิ่งบนทางด่วนดูก็เร่งได้นิ่มๆครับ ไม่ถึงกับแรงหลังติดเบาะแต่ก็ไม่อืดจนต้องลุ้น การทรงตัวนิ่งดีครับวิ่ง 120 เข้าโค้งบนทางด่วนก็นิ่งดี มีโยนๆตัวเล็กน้อย วิ่งผ่านคอสะพานหรือรอยต่อถนนก็ค่อนข้่างทำได้ดี ไม่กระเทือนมาก พวงมาลัยเห็นหลายๆคนบอกว่าเบาไปนิด และการตอบสนองไม่ค่อยเฉียบคม อันนี้เห็นด้วยครับแต่ขับๆไปอีกซักพักน่าจะชิน อย่างตอนขับเร็วๆก็ยังรู้สึกว่าถ้าพวงมาลัยหนักกว่านี้อีกหน่อยน่าจะดี ดีที่ตัวรถค่อนข้างนิ่งเลยไม่ค่อย
รู้สึกหวาดเสียวเท่าไหร่ครับ

ระบบช่วยการทรงตัวยังไม่ได้ลองครับเพราะปกติืไม่ค่อยขับรถโหดเท่าไหร่ ได้ลองระบบช่วยลงทางชันกับทางลงที่จอดรถตอนไปซื้อของ ลองกดดูคู่มือแนะนำให้ควบคุมแต่พวงมาลัยอย่างเดียวครับ ระบบนี้จำทำงานต่อเมื่อความเร็วไม่เกิน 30 กม/ชมครับถ้าจะซื่งลงเขาเร็วกว่านี้ใช้ไม่ได้ครับ ตอนลงรู้สึกได้ถึงการทำงานของเอบีเอสดังครืดๆ และเกียร์ที่ลดลงต่ำเพื่อช่วยชลอความเร็วครับ น่าจะได้ประโยชน์ตอนลงทางที่ชันจริงๆครับ ทางลงเขาธรรมดาทั่วไปคงไม่มีโอกาสได้ใช้เท่าไหร่
การเก็บเสียงทำได้ดีสมกับที่ยี่ห้อนี้ชูจุดขาย เสียงลมเข้ามาให้ได้ยินแผ่วๆที่ความเร็ว120 ขึ้นไปครับ
เสียงเครื่องและเสียงจากพื้นถนนก็ค่อนข้างเงียบดี อันนี้พอใจครับ

การขับขี่ในเมืองพวงมาลัยที่เบาและแรงบิดที่รอบต่ำทำให้ขับได้ง่ายดีครับ วงเลี้ยวไม่กว้างมากอย่า่งที่คิด กลับรถถนนทั้วไปทีเดียวก็พ้นครับ

ทัศนวิสัยโดยรวมดีครับตัวรถสูงมองได้กว้างดี กระจกมองข้างเป็นแบบนูนใช้แรกๆหลอกตานิดหน่อยแต่ซักพักก็ชินครับมองได้กว้างดี

เสาหลังค่อนข้่างใหญ่อาจจะบดบังไปบ้างครับเวลาถอยต้องดูกระจกข้างดีๆครับ

อัตราสิ้นเปลืองเพิ่งเติมไปถังแรกยังไม่หมดเลยครับตามสเปกประมาณ 9-12 กม/ลิตรเท่าที่ขับมาบนการจราจรที่ไม่ติดมากผสมกับทางด่วนได้ประมาณ 8 กิโลลิตรกว่าๆถิอว่าค่อนข้างโอเคครับ ขับๆไปซักพักตัวเลขน่าจะดีกว่านี้

ส่วนออปชั่้นอำนวยความสะดวกหลายๆอย่างบางอย่างก็ถูกใจบางอย่างก็ขัดใจครับ

อันแรกนี่ไม่่ค่อยจะมีคนชอบเลยคือเวลากดรีโมทล็อกรถ จะมีเสียงแตรดังหนึ่งครั้ง ตอนเปิดไม่ดัง ปิดเสียงก็ไม่ได้นอกจากจะเอากุญแจไขประตูเอง ข้อดีก็คือเสียงจะบอกว่าเราล็อกรถแล้วและประตูปิดแน่นทุกบาน แต่ข้อเสียคือเสียงแตรจะรบกวนคนในบ้านและเพื่อนบ้านข้างเคียงเวลากลับบ้านดึกๆหรือตอนเช้ามืด
คงต้องหาทางแก้กันต่อไป

อันที่สองระบบเปิดไฟหน้าอัตโนมัติเมื่อเข้าที่มืดเวลากดรีโมทเปิดล็อก ถ้าเซนเซอร์เห็นว่ามืดมันจะเปิดไฟหน้าให้อัตโนมัีติเพื่อส่องทางให้เดินมารถถูก แต่ตัวโดมรับแสงที่อยู่ตรงคอนโซลหน้าคาดว่าน่าจะปรับให้ไวแสงในสภาพกระจกไม่ได้ติดฟิลม์
แต่รถในเมืองไทยส่วนใหญ่ติดบานหน้าเต็มบานกันทั้งนั้น เซนเซอร์มันเลยคิดว่ามืดเร็วไปเสมอ
ไม่ว่าจะลอดใต้ทางด่วน เข้าโรงจอดรถในบ้านที่ไม่ได้มืดอะไร หรือช่วงเย็นๆแค่หกโมงก็สั่งเปิดไฟเองซะแล้ว ต้องคอยปิดไฟหน้าเองอยู่เสมอ จะตั้งเป็น full manual ก็ไม่มีในคู่มือทำให้รำคาญใจได้พอสมควร การแก้อาจจะต้องถอดครอบโดมเซนเซอร์ที่เป็นสีชาออก เอาแบบใสๆมาใส่แทน หรือไม่ถ้าตั้งความไวแสงใหม่ได้ก็น่่าจะ calibrate ใหม่ซะหน่อย

เรนเซนเซอร์ยังไม่ได้ทดลองใช้ครับยังไม่ได้เอาไปลองขับวันฝนตกเลย กลัวน้ำเข้าไฟ
ชอบตรงที่ฉีดน้ำกระจกหน้าเอาไปไว้ในแผงตรงที่ปัดน้ำฝนครับ ทำให้กระโปรงรถดูเรียบร้อยดี และเช็ดทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น

โดยรวมทั้งหมดพอใจกับรถคันนี้ครับ เป็น Urban SUV ที่เน้นการใช้งานในเมืองที่หน้าตาหล่อเหลาดี สมรรถนะและความประหยัดพอดีๆ การบังคับควบคุม ความสะดวกสบายทำได้ดีสมราคาครับ

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับโปรดพิจารณาก่อนการตัดสินใจ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในเชิงการค้่าหรือการโฆษณา และภาพที่ถ่้ายไม่สงวนลิขสิทธิื์ครับ

ยินดีรับทุกความคิดเห็นครับผม

ขอขอบคุณพี่ๆ จากในพันธ์ทิพย์ ใครอยากให้ลงข้อมูลให้เพื่อนๆ อ่านติดต่อมานะครับ

ลองดูในพันธ์ทิพย์บอกว่า เชฟโรเลต แคปติวา สุดคุ้มแค่ไหน

ตุลาคม 19, 2010 by · Leave a Comment
Filed under: CAPTIVA 

ไม่ได้ซื้อใช้นะครับ แต่เคยคิดมาแล้วครับ
ลองหันไปดูคู่แข่งรอบข้างสิครับ

Captiva 2.0 LT ดีเซล ขับ 4  HDC/TC$S /ESP/HBA/ARP = 1,560,000 บาท

CR-V 2.4 EL ตัวท็อป = 1,470,000 บาท
Captiva 2.4 LT ตัวท็อปของเบนซิน ก็ = 1,479,000 มั้ง (จำตัวเลขเป๊ะๆ ไม่ได้)

CR-V 2.0 E ตัวขับ 4 = 1,280,000 บาท
Captiva 2.0 LS ดีเซล ขับ 2 = 1,279,000 บาท
Fortuner 3.0 D4D ขับ 4 = 1,256,000 บาท

CR-V 2.0 S ตัวขับ 2 = 1,180,000 บาท
Captiva 2.4 LS เบนซินตัวล่าง ขับ 2 = 1,189,000 บาท
Fortuner 2.7 เบนซิน ขับ 4 = 1,156,000 บาท

Fortuner 2.7 ขับ 2 = 1,096,000 บาท
X-Trail 2.5 ลด 3.3 แสน เหลือ = 1,000,000 – 1,050,000 บาท

ประมาณเนี้ย  ทำให้ผมพบว่า
1. Captiva 2.0 ตัวท็อป คุ้มค่าที่สุด
2. Captiva 2.0 ตัวล่าง แม้ว่า Option หลายๆ อย่างจะถูกตัดออกไป แต่ก็ยังพอยอมรับได้ เพราะราคามันต่างกัน 3 แสนจากตัวท็อป
3. Captiva 2.4 ตัวท็อป คุ้มค่าน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับเงินที่จ่ายไป แลกกับสมรรถนะตัวรถที่ได้มา
4. จริงๆ แล้ว Captiva 2.4 ไม่ค่อยมีจุดเด่น ถ้าผมจะซื้อ Cap ผมมองแต่ดีเซลเท่านั้นครับ
5. X-Trail ก็คุ้มค่ามากๆ ถ้าคุณไม่สนใจว่า มันมาจากอินโด และไม่รู้อนาคต

ปล. ผมไม่ได้ไล่อ่านรายการ option ของแต่ละรุ่นนะครับ (ถ้าผมสนใจจะซื้อสักคันก็คงจะทำเปรียบเทียบล่ะครับ)  แต่ว่า ภาพคร่าวๆ ที่ออกมา ทำให้ไม่รู้สึกเลยว่า Cap ตัวท็อปแพงครับ

ถามคนที่ซื้อรถ Chevrolet Captiva VCDi 2.0 LS

ตุลาคม 19, 2010 by · Leave a Comment
Filed under: CAPTIVA 

ใครซื้อมาแล้วเป็นไงบ้างมาเล่ากันฟังหน่อยแล้วตอนที่คุณตัดสินใจซื้อเพราะอาไร
ตอนแรกผมก็จะซื้อแต่ตอนนี้ชักจะเปลี่ยนใจ เพราะผมเข้าใจอาไรผิดไปบางอย่าง ตอนไปทดลองขับถือว่า ok นะเซวบอกว่ารถรุ่นนี้จะไม่มีระบบ HDC อันนี้เข้าใจมันจะมีเฉพาะรุ่นท้อบ AWD แต่ก็ใจชื้นอย่างน้อยก็มีระบบ EPS อันนี้ชอบมากๆ เข้าเรื่องเลยเซวแจกแคตตาล็อกมาให้อ่านเพื่อไปยั่วใจเล่น  
ไอ้เราก้อยากได้ตะหงิด ก็เลยอ่านดูแล้วก็อึ้ง(แบบหายหยากเลยละ) ระบบ TCS /ESP/HBA/ARP   มันจะไม่มีในรุ่น LS แต่จะมีในรุ่น LT ซึ่งก็นะ ล้านห้าแสนต้นๆ ผมก็เลยอยากถามคุณที่ซื้อ captiva 2.0 ls มานี่คุณรุ้ไม้ว่ามันไม่มีระบบทีว่ามานี่  ผมถามเฉยๆนะ แค่อยากถามดู หลงคารมเซว ไอ้เรานะก็หลงได้ปลื้มกับรถที่จะซื้อก็เลยไม่สนใจรายละเอียดมากเท่าไหร่
สรุปผมจะเอาระบบดีนี้คงต้องล้านห้าเนอะ  แล้วพวกคุณละจะว่าไง   (ขอบคุณครับ)

ล้านห้าผมว่าคุ้มนะ เพราะกับรถที่มีระบบพวกนี้ เป็นรถนำเข้าเสียส่วนใหญ่ ราคาที่ขายในประเทศไทยก็ 2 ล้านกว่า หรือหนักหน่อยก็ 3 ล้านกว่า

รู้ครับ…เพราะอ่านแคตตาล็อกเป็นเดือนๆก่อนจะซื้อ(ไม่รู้จะอ่านทำไมนักหนา) ^ ^

ถามว่าอยากได้ระบบที่ว่ามั้ย อยากครับ
แต่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะเท่าที่ขับมาสองสามวัน ผมก็ว่าโอเคนะ…

ส่วนตัว ผมซื้อแคปติว่า เพราะรูปร่างครับ(ใครจะว่าอย่างไร ก็ช่าง ผมมีเหตุผลแค่นี้จริงๆ และเหตุแค่นี้แหละ ที่ทำให้แบรนด์ดังๆอย่างซีอาร์วี ไม่อยู่ในหัวของผมเลย พูดจริง)

ส่วนเทคโนโลยีที่ทางเชฟให้ กับราคาที่ซื้อ อย่างไร(ส่วนตัวนะ) ผมก็ว่ามันคุ้มกว่า CRV อยู่ดีน่ะแหละ…

อย่างรุ่นท็อปกับรุ่นรอง ทางเชฟให้เครื่องยนต์ตัวเดียวกัน(ทางซีอาร์ทำอย่างนี้หรือเปล่าล่ะ)

อย่างระบบยกตัวอัติโนมัติเนี่ย…ผมก็ได้ลองแล้ว พอรถวิ่งไปซักระยะ ถึงความเร็วระดับหนึ่ง มันก็ยกตัวขึ้นจริงๆ อย่างรู้สึกได้(แหะ แหะ คือผมลองเอากระสอบข้าวโพดบ้านพ่อแฟนยกขึ้นห้องโดยสารตอนหลังสองกระสอบ)

ปล. เวลาเจอคนรู้จัก เวลาเค้าบอกว่ารถสวย ผมรู้สึกดีครับ(ความรูสึกแบบนี้ ใครๆก็เป็นมั้งครับ) ยิ่งเวลามีคนบอกว่า มันสวยกว่า CRV ผมยิ่งรู้สึกว่า ตัวเองคิดไม่ผิด อิ อิ

ส่วนตัวเชียร์แคปติว่าเพราะรูปร่างสวย เวลาขับไปไหนเพื่อนชมว่า รถสวย

ที่มา www.pantip.com

ภูริ หิรัญพฤกษ์ “แคปติวา คือรถที่คุ้มค่าสำหรับผม”

สิงหาคม 1, 2010 by · Leave a Comment
Filed under: CAPTIVA 

เชฟวี่ ทอล์ค ฉบับรับปีใหม่นี้ได้มีโอกาสสัมภาษณ์นักแสดงหนุ่มมากความสามารถ ที่มีแววตาขี้เล่น แต่แฝงไว้ด้วยความเอาจริงเอาจัง ที่ชื่อ “ภูริ หิรัญพฤกษ์” เกี่ยวกับอาชีพ การทำงาน และ “รถที่รัก” ของเขาว่าเป็นอย่างไร

นอกจากจะมากด้วยความสามารถด้านการแสดงแล้ว คุณภูริยังมีหัวคิดทางธุรกิจไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเปิดร้านติ่มซำกับเพื่อนสนิท ที่ตอนนี้มีสาขาที่ 3 แล้ว และยังมีโครงการจะทำรีสอร์ท ที่ อ.ปาย เมืองท่องเที่ยวในฝันของใครหลายคนอีกด้วย

สำหรับกิจกรรมในวันหยุดที่ชอบมากๆ ก็คือ ดำน้ำ ท่องเที่ยวเชิงผจญภัย ซึ่งทำให้คุณภูริเลือกรถยนต์คู่ใจ ที่จะต้องอยู่คู่กายกับเขาได้ในทุกโอกาส และรถยนต์ที่เขาเลือกก็คือ เชฟโรเลต แคปติวา

“รถคันนี้ผมตัดสินใจเลือกเอง เลือกเป็นของขวัญวันเกิดให้กับตัวเอง”

คุณภูริย้อนให้ฟังถึงก้าวแรกของการเป็นเจ้าของรถยนต์เอสยูวีสัญชาติอเมริกัน คันนี้ว่า เพราะต้องการรถยนต์สักคันที่สามารถตอบสนองความต้องการอันหลากหลายของเขาได้ และที่สำคัญต้อง “คุ้มค่า” อีกด้วย “ผมซื้อแคปติวาด้วยเงินของผมเอง เป็นเครื่องยนต์เบนซิน ขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งหลังจากซื้อมาแล้วก็ไม่รู้สึกผิดหวังกับความอเนกประสงค์ในการใช้งาน จริงๆ และที่สำคัญหน้าตาเท่ และแมนมากๆ”

“เมื่อก่อน ผมขับรถเก๋งขนาดเล็ก แต่มาใช้แคปติวาแล้วรู้สึกว่าแคปติวาสามารถตอบสนองการใช้งานทั้งในงานละคร และกิจกรรมส่วนตัว ทำให้ผมคิดว่าใช้รถแคปติวาคันเดียวก็พอ เลยขายคันเดิมไป”

คุณภูริใช้แคปติวาเป็นบ้านเคลื่อนที่เลยทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อต้องการถ่ายละครต่างจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่มักจะขับเอง และบรรทุกสิ่งของจำเป็นสำหรับการถ่ายละครไว้ในรถ ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้สนาม หมอน ผ้าห่ม เสื้อผ้า รองเท้า และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่นๆ แถมยังสามารถพาเพื่อนๆ จำนวนไม่ใช่น้อย ย้ายไปไหนมาไหนได้ในคราวเดียวกันอีก และเมื่อถึงคราวที่แคปติวาต้องหันมาบรรทุกผู้โดยสารและสัมภาระ ช่องแอร์แถวหลังก็กลายเป็นจุดขายอีกอย่างที่ทำให้ผู้โดยสารในแถวผู้โดยสาร ตอนหลังรู้สึกสบายตลอดการเดินทางไปด้วย

นอกจากความกว้างขวางภายในแล้ว สิ่งที่ทำให้คุณภูริรู้สึกว่ารถคันนี้คุ้มค่าเงินที่เสียไป ก็คือ ระบบช่วงล่าง “ผมซื้อแคปติวามาเพื่อตอบสนองการใช้งานตามรูปแบบการใช้ชีวิตของผมและที่ สำคัญปลอดภัยด้วย รถคันนี้ช่วงล่างดีครับ ไว้ใจได้เลย โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางไปต่างจังหวัด”

ซึ่งทั้งครอบครัวคุณภูริเองและคนรอบข้างต่างก็ประทับใจหลังจากที่ได้ลองขับ แคปติวาคันนี้และทำให้เกิดจุดเปลี่ยนทัศนคติต่อแบรนด์เชฟโรเลตว่าเป็นแบรนด์รถยนต์คุณภาพ มีความประณีตในการประกอบไม่แพ้รถยนต์ยี่ห้อดังอื่นๆ

“ส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าเชฟโรเลตเป็นรถที่มีคาร์แรกเตอร์เป็นของตัวเอง ถ้าคุณต้องการรถที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ต้องมองมาที่เชฟโรเลต อย่างรถเอสยูวี แคปติวา เป็นรถที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง คือ ดุดัน แข็งแกร่ง” สำหรับอัตราการสิ้นเปลืองในการใช้งานนั้น คุณภูริมองว่าอยู่ในระดับที่รับได้

มีที่ไหน เอา ซาฟีร่า แลก แคปติว่า

มิถุนายน 25, 2010 by · Leave a Comment
Filed under: CAPTIVA, ZAFIRA 

สนใจติดต่อ เชฟโรเลฟวิริยะ

หน้าต่อไป